เรื่องผีที่103: เสียงร้องไห้ยามราตรี

Ghost Story 103: เสียงร้องไห้ยามราตรี

เรื่องผีในคืนหนึ่งของเดือนมกราคม 2553 ที่จำแม่นนี่ไม่ใช่อะไรค่ะ พอดีเขียนไดอารี่เอาไว้เลยมีเดือนปีที่เกิดเหตุค่อนข้างครบ อย่างที่ได้เคยเล่าๆ ไปว่าเซเรนจะมีเพื่อนซี้คนหนึ่งอยู่เยอรมัน ซึ่งพออยู่ไกลก็จะไม่ค่อยได้เจอกัน เลยโทรศัพท์คุยกันเกือบทุกคืนในช่วงที่งานไม่ได้รัดตัวมาก ปกติเรานอนตอนเช้าๆ อยู่แล้ว ซึ่งเวลาเข้านอนของเราก็จะไปพ้องกับเวลาเข้านอนของเพื่อนที่เยอรมันพอดี ดังนั้นก็เลยจะคุยโทรศัพท์กันช่วงดึกๆ ตีสองตีสามตลอด

ทีนี้… ในบ้านของเรา… เซเรนก็สามารถประกาศได้อย่างองอาจเลยล่ะค่ะว่า ทั้งบ้านนี่แหล่ะ มีเราที่ไม่หลับไม่นอนอยู่คนเดียวเพราะทำงานช่วงดึก ตามปกติสัก 5 ทุ่ม เที่ยงคืน สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนก็จะค่อยๆ ทยอยปิดไฟ เข้าห้องนอนกันหมดแล้ว ส่วนเซเรนก็เข้าห้องเหมือนกัน แต่ว่าเปิดไฟทำงาน เวลาคุยโทรศัพท์ก็จะคุยอยู่ในห้องตัวเอง กรี๊ดกร๊าดตามประสาผู้หญิงแค่ไหนเสียงก็จะได้ไม่รอดออกไปรบกวนคนอื่นที่เขานอนหลับกันหมดแล้ว

ซึ่งบ้านหลังนี้อย่างที่เล่าไปค่ะ มันเป็นบ้านโรงเรียน คือแต่เดิมเป็นตึกโรงเรียนทั้งตึกที่ไม่มีคนเข้ามาอาศัยอยู่ ห้องก็จะโล่งกว้างมาก เอาไว้รองรับนักเรียนที่มาเรียน แต่พอครอบครัวเรามาอยู่ห้องกว้างๆ ก็เลยมีการต่อเติม แบ่งห้องย่อยไปอีก 3-4 ห้อง ซึ่งห้องนอนของเซเรนประจวบมาอยู่ตรงทิศตะวันตก ติดกับระเบียงบันไดทางขึ้น-ลงพอดี คือถ้าใครจะขึ้นตึกมาหาเราก็เดินตามบันไดขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุด จะมีประตูไม้เล็กๆ กั้นอยู่ชั้นหนึ่ง พอเปิดประตูเข้ามาก็จะเป็นระเบียงหน้าบ้านด้านทิศตะวันตก แล้วไม้ฉากด้านหนึ่งที่กั้นกำแพงไว้นั่นแหล่ะค่ะ คือส่วนที่กั้นเป็นห้องของเซเรน
ทีนี้… ตรงนี้เดิมต่อไว้ไม้อัดบางมาก เสียงข้างนอกจะเข้ามาได้ชัด ใครไปใครมาเซเรนอยู่ในห้องก็จะรู้หมด (แต่ตอนนี้ทำห้องใหม่แล้ว เก็บเสียง กันเสียงได้ดีกว่าเดิมเยอะค่ะ)

เวลาที่เราอยู่ดึกๆ คนเดียว ตีสองตีสามบางทีคนเราก็จะหิวบ้างใช่ไหมคะ เซเรนก็จะย่องออกจากห้องมาที่ห้องครัว ค่อยๆ ส่องหาอาหารว่ามีอะไรทานบ้างแล้วก็จะหอบเข้าไปทานในห้อง เวลาเดินออกไปทั้งบ้านจะมืดมากเพราะทุกคนหลับหมด จังหวะตรงนี้บางทีคือใกล้ๆ วันพระวันโกณนี่เราจะรำคาญหน่อย เพราะช่วงที่ว่าเวลาเราออกจากห้องมาก็จะเห็นแค่ร่างท่อนล่างของผู้หญิงแก้ผ้า ตัวเปียกๆ ขึ้นอืดมานั่งอยู่ตรงเก้าอี้บ้าง เห็นเงาดำของใครเดินไปมาบ้าง ก็เฉยๆ ค่ะ ไม่ได้สนจอะไร เรื่องผีเป็นเรื่องธรรมชาติ เห็นกันเป็นปกติอยู่แล้ว

ทีนี้… ในวันเกิดเหตุ ตอนนั้นเป็นเวลาตีสามกว่าๆ เรากำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ก็เริ่มจะหิว จึงได้ย่องตอดเดินออกมาหากินกลางคืนที่นอกห้อง ตอนเดินออกมาก็ต้องเงียบๆ เพราะคนอื่นเขานอนอยู่ ออกมาข้างนอก กราดสายตาสำรวจมองท่ามกลางความมืด ในบ้านปิดไฟเงียบ คนนอนกันหมดแล้ว พี่สาวลงไปนอนแล้ว (พี่สาวนอนชั้นสาม เซเรนนอนชั้น 4 ค่ะ) เห็นประตูหน้าบ้านตรงระเบียงชั้น 4 เปิดไว้กว้างเชียว เราก็ไปงับๆ เอาไว้ หน้าบ้านเป็นระเบียงก็ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีอะไรคือไม่เห็นทั้งผีทั้งคนล่ะนะคืนนี้ เราเลยตั้งหน้าตั้งตาสะสมอาหารรอบดึก เสร็จก็เดินกลับเข้าห้อง ไปนั่งเล่นเกมยิงบอล คุยโทรศัพท์ต่อ…

เวลาไปได้แค่เพียงแป็บเดียวเอง อยู่ดีๆ เซเรนก็ได้ยินเสียง

“ฮึก…ฮือๆๆๆ” ฟังคล้ายเสียงผู้หญิงร้องไห้อยู่นอกห้อง

เราคุยโทรศัพท์อยู่พอเสียงนั้นแทรกเข้ามาก็เงียบกริบเลย ฟังว่ามันเสียงอะไร ใครมาจากไหนกันแน่ แต่พอตั้งใจฟังเสียงก็เงียบกริบไปซะงั้น….

ตอนนั้นไม่ได้อะไรหรอกนะคะ แค่นั้นเรานึกว่าเป็นเสียงของพี่สาวเรา เราเงียบฟังก็เพราะเป็นห่วง นึกว่าเป็นอะไร มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าถึงได้ลงไปนอนแล้วแต่ดันขึ้นมานั่งร้องไห้เอากลางดึกแบบนี้ แต่พอตั้งใจฟังแล้วเสียงเงียบก็คิดว่าคงไม่มีอะไร ก็คุยโทรศัพท์ต่อ พอคุยต่อปุ๊บ

“ฮึก…อึก…ฮือๆๆๆ”

เสียงร้องไห้มาอีกแล้ว… ใครวะมานั่งร้องไห้ดึกๆ ดื่นๆ

สงสัยนะ แต่พอลองๆ มาคิดดูว่าเมื่อกี้เพิ่งจะเดินออกไปนอกห้องนี่หว่า คนอื่นเขาก็นอนกันหมดแล้ว ไม่เห็นใคร ถ้าเป็นพี่สาว เซเรนน่าจะต้องได้ยินเสียงเปิดประตูกระจกที่ชั้นสาม หรืออย่างน้อยก็เสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดมาก็ต้องมีบ้างสิน่ะ

“เฮ้ย ของขวัญ ตัวเองได้ยินเสียงอะไรป่ะ” เซเรนถามเพื่อน เผื่อว่าจะเป็นเสียงคลื่นแทรกเข้ามาทางสายโทรศัพท์ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่แน่ๆ

“หือ? ไม่นี่ ก็ได้ยินแต่เสียงตัวเองพูดนี่แหล่ะ ทำไม?” เพื่อนตอบและถามกลับเรา

“งั้นสงสัยอยู่นอกห้อง เดี๋ยวก่อนนะ เราไปดูข้างนอกแป๊บ”

บอกเพื่อนพร้อมกับเปิดประตูเดินออกมานอกห้องอีกครั้ง เจตนาจะไปดูให้เห็นๆ เลยว่าใครมานั่งร้องไห้กันแน่ แต่แหม….ดึกแล้วมันก็มืดได้ที่ แถมพอมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ก็รู้สึกวังเวงได้ดีแท้ อะไรอย่างนั้นนเลยล่ะค่ะ

เซเรนเดินออกมา ดูที่ระเบียงหน้าห้องก็เงียบกริบ ไม่เห็นมีใครสักคน ผีสักตัวก็ไม่เห็น เลยเดินลงไปที่ชั้น 3 ก็เห็นประตูปิดเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางพี่สาวเราก็นอนหลับสบายดี น่าจะปกติเหมือนเดิมนี่น่า...

อืมม์… สงสัยไอ้เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้มันไม่ใช่เสียงคนแน่แล้วล่ะ

เซเรนคิดสรุปได้ดังนั้นก็... เออ…ไม่อะไร เสียงผีก็เสียงผี จากนั้นก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องไป แล้วก็คุยโทรศัพท์ต่อ แต่พอเดินกลับเข้าห้องแล้วเพื่อนเรามันก็รีบสู่รู้เลยค่ะ ถามเรามาทันใดว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็เงียบไปนะ นึกถึงตอนที่เคยเล่าเรื่องมีผีมานอนอยู่เตียงข้างๆ ในโรงแรมที่เชียงรายให้ฟังแล้วเพื่อนเราโวยวายว่ากลัวเราก็เลยไม่อยากจะเล่า แต่คุณเพื่อนก็คะยั้นคะยอ เราเลยถามไปว่า

“จะให้เล่าจริงเหรอ?”

เจ้าเพื่อนเห็นเราถามแบบนี้ก็รู้แน่ชัดล่ะค่ะว่าเรื่องผีแน่ๆ ก็คบกันมานานจนเจ้าตัวมันบอกแล้วว่มันเริ่มจะเลิกกลัวผีก็เพราะเรานี่แหล่ะ เจ้าเพื่อนก็ยืนยันมาว่า

“เออ เล่ามาเถอะน่า ยังไงเหตุก็เกิดที่นู่น (บ้านเราไทยแลนด์) ไม่เกี่ยวกับที่นี่ (บ้านเพื่อนเยอรมัน)อยู่แล้ว”

เป็นเช่นนั้นเซเรนจึงเล่าให้เพื่อนฟัง….ซึ่งเพื่อนก็ได้ข้อสรุปเหมือนเราว่า เออ… สงสัย มันจะไม่ใช่เสียงคนแล้วล่ะว่ะ จากนั้นก็คุยเรื่องอื่นกันต่อ ผ่านไปอย่างปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นอีกวันเซเรนก็ไปกรวดน้ำให้เขาค่ะ เพราะผีถ้าแค่โผล่มาให้เห็นวับๆ แว่บๆ ยังพอทำเนา แต่มาร้องไห้กระซิกกระซี้แบบนี้แสดงว่าเขาจะอยากจะสื่อกับเราเต็มที่ ก็อาจมีเรื่องทุกข์ยากลำบากกายลำบากใจ เราก็เลยกรวดน้ำไปให้เขานั่นแล.

Did you like this? Share it: