เรื่้องผีที่ 93: วิญญาณที่หาดแม่พิม

Ghost Story 93;

เรื่องผีที่ 93: วิญญาณที่แหลมแม่พิม

เรื่องผีวันนี้ขอเล่าอย่างมีสติ (มั้ง) เป็นเหตุการณ์วิญญาณอันเกิดขึ้นตอนที่ข้าเจ้าและครอบครัวเดินทางไปเที่ยวจังหวัดระยอง (ว่าจะเล่าแบบคุมสติเพื่อให้เรื่องผียังคงเป็นเรื่องผีต่อไป ไม่ใช่เรื่องฮา)
อ่ะนะ…. บ้านเรานี่นอกจากจะเป็นนักเที่ยวแล้วยังเป็นนักบุญด้วย คือจัดเที่ยวแล้วก็หอบบุญไปด้วยทุกที (อย่างสงกรานต์เราก็หอบผ้าป่าไปเหนือทุกปี ฮุ ฮุ ฮุ) เที่ยวไปทำบุญไป บางทีก็จัดเป็นทัวร์ชวนชาวบ้านชาวช่องเขาไปหมด ไปกันหลายคนสนุกดี เวลาเจอผีก็ไม่ต้องเจอคนเดียว สบายใจ (ซะงั้น^^)

การเดินทางครั้งนี้ก็เช่นกัน ไปด้วยกันหลายครอบหลายครัวมาก หลักๆ ก็ต้องเป็นครอบครัวของเรนแหงแซะอยู่แล้ว จากนั้นก็ครอบครัวของเพื่อนๆ พี่สาวคนรองอีกหลายครอบครัว แต่เพื่อจะได้ไม่ต้องมากำจัดตัวละคร (ไม่สำคัญ) ตอนใกล้จบเรื่อง ณ ที่นี้เราจะกล่าวถึงแค่น้องเรนที่หน้าตาดี คุณป๊ะป๋า คุณม่ามี๊ ไอ้พี่สาวคนรองของครอบครัวเรา กับเพื่อนพี่สาวก็แล้วกัน ^^

และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนทางตัวละคร นอกจากท่านที่มีชื่อประจำอยู่แล้ว อาทิ น้องเรนน่ารัก คุณป๊ะป๋า คุณมารดา ก็จะบอกนามสมุมติของไอ้พี่กับเพื่อนด้วยกันว่า K.จ๋า กับ K.ป้อม เน๊าะ

แนะนำตัวละครเสร็จกลับมาเข้าเรื่องผี….

รุ่งเช้าของวันเสาร์ของวันทำการ(เที่ยว) พวกเราออกเดินทางโดยรถตู้สองคันไปยังจังหวัดระยอง กำหนดการที่จะกลับคือเย็นวันอาทิตย์ ระหว่างทางก็ได้แวะทำบุญกันที่วัดของหลวงปู่คร่ำ (จำ ชื่อวัดไม่ได้แล้วงับ ต้องถามเซียนตามเกจิ หนูอ่ะนะ นอกจากหลวงพ่อ พระอาจารย์ กับพระพุทธองค์แล้วไม่ค่อยจะรู้จักพระเก่งๆ ที่ไหนหรอกงับ แต่ที่ทราบคือวัดนี้อยู่ที่อำเภอแกลงและหลวงปู่คร่ำก็เป็นพระที่บารมีมาก องค์หนึ่ง (ตามที่เคยอ่านประวัติท่านที่ลงในหนังสือธรรมะนะงับ) ก็ทำบุญถวายสังฆทานผ้าไตรให้ท่าน

บุญก๊อกนี้อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีเจตนาคาดไว้ว่าจะได้ทำบุญกับพระที่ดีเช่นหลวงปู่คร่ำหรอกคับ แต่พอดีตอนที่ไปถึงวัดนั้นเป็นช่วงจังหวะที่ท่านออกมาพบกับผู้คนพอดี เลยว่าได้บุญมาอย่างฟลุ๊คๆ เลยล่ะ (แอบดีใจ วี๊ดดดดวิ้วววว!!)

หลังจากได้ทำบุญกันแล้วก็ตรงเข้าที่พักริมชายหาด ที่พักนี้เป็นบังกะโลตั้งอยู่ที่แหลมแม่พิม (แหลมแม่ พิมนี่ตอนเด็กๆ ได้เคยอ่านพบในหนังสือ ‘ของดีเมืองไทย’ เล่าว่ามีเจ้าแม่พิมคอยดูแลอยู่ ซึ่งท่านความศักดิ์สิทธิ์มาก) ก็ค้างคืนอยู่ที่บังกะโลชายหาดหนึ่งคืน ในระหว่างช่วงที่เรนและทุกคนได้จัดแจงเรื่องที่พัก คณะเหล่าคุณแม่ ทั้งคุณแม่ของเรนและคุณแม่ของเพื่อนๆ ก็ได้ไปทำการสักการะเจ้าแม่พิมที่ศาลของท่าน หลังจากกลับมาก็พักผ่อนกันไปตามเรื่อง

บังกะโลที่พวกเราพักนั้นเป็นบ้านหลังเล็ก ซึ่งคุณพ่อผู้จัดจองได้จองเอาไว้สามหลังด้วยกัน (แอบนอก เรื่อง: ก่อนหน้านี้ไปตราด คุณป๋าหาที่พักให้ บอกว่าไปถึงบ้านพักแล้วจะหนาว…. ปรากฏว่าหนาวจริงๆ บ้านพักมันตั้งอยุ่หน้าโรงน้ำแข็งซะงั้นเลย 555555)  ที่พักหลังหนึ่งอยู่ใกล้ๆ กันให้เป็นที่พักของคนขับรถ หลังหนึ่งอยู่ห่างออกไปทางด้านหลังของหลังที่เรนพักเป็นที่พักของพวกคณะ เหล่าคุณพ่อ ส่วนหลังที่เรนพักหลังนี้ใหญ่ที่สุด พักกันเฉพาะหมู่ผู้หญิงซึ่งมีเยอะเลยได้พักหลังใหญ่ไปตามระเบียบ

ในบ้านหนึ่งหลังที่เราพักจะประกอบไปด้วยห้องสองห้องมีประตูเชื่อมถึงกัน แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวมีเตียงอยู่สองเตียง เตียงแต่ละเตียงนอนได้ 3 คน

ไปถึงก็ไม่อะไร กะเล่นน้ำอีกวันอยู่ ก็ทานข้าวทานปู (อาหาร ทะเลนิ) ร้องเพลง + ตีกลองไม่เข้าจังหวะ (ตูตีเองแหล่ะ จังหวะห่วยแตกมาก 5555) เสร็จแล้วต่างก็แยกเข้าห้องพัก เพื่อที่จะนอน  และแล้ว….. เหตุการณ์ฺก็เริ่มต้นขึ้น……!!!

(เปิดเพลงเอฟเฟคหนังสยองขวัญด้วยนะ ^.^  <<< ไหนเอ็งว่าจะเล่าอย่างคุมสติไง)

คืนนั้น… ก่อนทุกคนจะเข้านอน พวกเราพร้อมทั้งเหล่าเด็กๆ เล่นไพ่กันจนดึก ประมาณเวลาก็ตี 2 ได้ กว่าจะจบเกมแต่ละคนก็หมดแรงอาหารทะเล อยากพักผ่อนไปตามๆ กัน แถมข้าพเจ้าก็ท้องอืด เพราะดันเล่นอีกแก่แพ้ (คนไม่แก่จะเล่นอีแก่ให้ชนะได้ยังไง ฮุ ฮุ ฮุ) โดนจับดื่มน้ำแก้วใหญ่ไป 3 แก้ว (แทบอ๊วก)

แม่เราคงคาดการณ์ได้ว่าถ้าแพ้อีกตาข้าเจ้ามีหวังท้องแตกออกมาเป็นน้ำเปล่า แน่ๆ ก็เลยชวนเลิกวงให้นอนกันได้แล้ว  เราก็ตระหนักได้อ่ะนะว่าตัวเองอาจได้บวมน้ำตายเลยโอเช ตกลงยอมไปนอนแต่โดยดี

ทีนี้ตอนก่อนอนคุณม่ามี๊ของเราก็ชวนให้พี่สาวเข้ามานอนในห้องเดียวกัน เพราะเตียงที่คุณมารดานอนยังมีโควต้าว่างอยู่ เ้นื่องจากนอนกันแค่ 2 คนคือคุณแม่กับพี่ป้อม (เพื่อนไอ้พี่) เหลือที่ว่างอยู่อีกที่คุณมารดาเลยชวนซะ

“จ๋า นอนห้องแม่ไหม เตียงว่างอยู่แน่ะ” <<< เรื่องเกิดมานาน แต่ทานแบนเนอร์เนอร์+จีเนียสเลยความจำดี จำได้ว่าม่ามี๊พูดเงี๊ยแหล่ะ มีปัญหา’ไรปะ

“ไม่เอาแม่ ลูกจะนอนห้องนี้” ไอ้พี่ตอบ

สาเหตุก็คือพี่ท่านยังซ่าเล่นไพ่ไม่เต็มอิ่มเลยจะไปต่อซะ ก็แค่นี้แหล่ะ หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ต่างคนก็ต่างเข้านอนกันไปตามปกติในขณะที่อีกห้องยังคงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไป ตามเรื่อง (ขอให้พุงป่องเลย พี่บ้าแกล้งให้เราดื่มน้ำ งุงิๆๆๆๆ)

ทีนี้ตอนนั้นดั๊นพักอยู่ห้องเดียวกับคุณแม่เค่อะ แต่คนละเตียง แบบว่าอยู่แผนกดูแลเด็กเลยต้องนอนร่วมเตียงกับน้องๆ ของเพื่อนที่ไปด้วย เพียงแต่จากเตียงนอนของเรนที่อยู่ติดกับห้องน้ำก็สามารถเหลือบมองมาที่เตียง ของม่ามี๊เรา ทำมุมองศาแบบว่้่าเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

 

และแล้ว……………. เหตุการณ์ก็เริ่มต้นขึ้น!!!!(ได้่ข่าวว่ามันเริ่มมาตั้งกะเมื่อกี้แล้วนะเว้ย เฮ้ย)

กลางดึกคืนนั้น (ประมาณว่าอาจจะใกล้รุ่งแล้วจากการ คาดเดา) เป็นเรื่องแปลกประหลาด ทว่า….  ราวกับชะตากรรมกำหนดไว้ให้เราต้องตื่นขึ้นกลางดึกอีกแล้วคับทั่น (ทำไมถึงมีแต่ตูที่ตื่นกลางดึกประจำเลยว้าาา!!!)
จริงๆ แล้วพยายามจะนอนต่อนะ แต่นอนก็นอนไม่หลับ อากาศร้อนๆ หนาวๆ ชอบกล กระสับกระส่ายอย่างหาสาเหตุมิได้ เรียกว่าใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เลยในการที่จะต้องนอนให้หลับ เพราะว่าใกล้เช้าแล้ว เดี๋ยวตอนกลับกรุงเทพอดนอน เพลียมาก ซ่าไม่ออกแล้วเดี๋ยวเสียฟอร์ม (ใช่เรื่องต้องห่วงไหมเนี่ย^^)

ทว่า…

อาการคืนนั้นหาใช่เพียงกระสับส่ายไม่ มันแบบว่า… มากกว่านั้น… ก็อย่างที่ทราบ ไม่รู้ทำม้ายยยย  เรนจังซื่อบื้อได้ทุกเรื่อง แต่กับเรื่องวิญญาณนี่ล่ะไวนัก  เรื่องของเรื่องคืออยู่ดีๆ ก็อึดอัดเหนื่อยหอบหายใจได้ไม่สะดวก อาการแบบนี้….. ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี (รู้สึกตูจะเอาเรื่องที่เจอตอนเด็กๆ มาเล่ามิใช่รึนี่) ก็ทำให้เริ่มเอะๆ ตงิดๆ อันนี้รู้แล้วล่ะค่ะว่า… หึ หึ หึ ต้องจากสิ่งมีชีวิตที่นอนหลับแล้วละก็….. ต้องมีอะไรที่ไม่มีชีวิตตื่นอยู่ในห้องนี้แน่ๆ เลย

ทีนี้ก็…. อ่ะนะ…. ก็ด้วยที่ยังเป็นความรู้สึกช้า ถ้าผีไม่โผล่มาเซฮัลโหลกันจะจะถึงจะสังหรณ์แต่เราก็แกล้งโง่ (ความจริงแล้วไม่ได้แกล้ง มันโง่เ้อง) ทำเป็นไม่รู้ เรื่องได้อยู่ดี

คือจริงๆ มันก็รู้นะ แต่มัวใส่ใจอยู่กับเรื่องที่ว่านอนไม่หลับเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก (เรื่องนอนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะมีเวลานอน ผีหลอกตอนอื่นได้ แต่หลอกตอนนอนนี่เป็นเรื่อง!!<<<ถึงขั้นแช่ง!) แต่คนเราย่อมมีความสอดรู้สอดเห็นอยู่ในสัญชาติญาณ  และด้วยความสอดนี่เอง เราจึงยอมยกกายขึ้นจากเตียงเพียงครึ่งร่างเพื่อแอบๆ ชะโงกเหลือบสายตาไปยังเตียงที่คุณมารดานอนอยุ่ แท้ที่จริงแล้วคือต้องการอัปเปหิตัวเองไปยังเตียงนั้น เพราะรู้สึกเหมือนจะค้นพบอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับก็คือระดับ ความดิ้นที่ยิ่งกว่าระเบิดลงของเจ้าตัวเล็กที่ร่วมเตียงเดียวกันนั่นเอง เลยคิดว่าถ้าย้ายไปอีกเตียงก็อาจนอนหลับขึ้นมาบ้างก็ได้ และเมื่อเหลือบสายตาไป…

ณ เตียงนั้นมีคนนอนอยู่ครบสามเต็มอัตราเสียแล้ว หากเราจะฝืนย้ายไปคงไม่เป็นการดีอย่างแน่นอน มีหวังต้องประสบบาทาใครมีเหตุให้ต้องตกเตียงตูมเป็นแน่แท้ คิดได้เช่นนั้นจึงล้มเลิกความคิดซะ พยายามข่มตาให้หลับอยู่บนเตียงของตนต่อไป

ผ่านไปไม่นานรุ่งเช้าก็มาถึง…

แต่เราใช่จะปล่อยใจตัวเองให้ผ่านเลยไปตามกาลเวลา คอยสังเกตความรู้สึก (สัมผัสผีสิง) ของตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งแทนที่เจ้าความรู้สึกสัมผัสที่มีมันจะหายไป กลับตรงกันข้ามทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น (แต่ก่อนมันมองไม่เห็นหรอกนะ ผีอ่ะ แต่เวลามีอะไรแปลกๆ อยุ่รอบตัวบางทีก็จะรู้สึกได้แบบเนี้ย) ในขณะที่เรากำลังลุ้นด้วยความเมามันส์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่อยู่นั่น เอง (มันจะไปมีอะไรฟะ) อยู่ๆ คุณป๋าที่รักก็เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาถามหาคุณแม่เป็นการใหญ่ แล้วก็บอกคุณแม่ว่าให้รีบกรวดน้ำซะ เหตุผลที่มาที่ไปยังไม่บอกปล่อยให้งง  เอ้ย!! ไม่ใช่ คุณป๋าแค่ปล่อยพิศวงตามอารมณ์ของหนังสืบสวนสอบสวน ไว้หลังกรวดน้ำเสร็จเมื่อไหร่ค่อยเฉลยเผยไต๋

คุณแม่ก็งง แบบไม่แอบ เดินไำปกรวดน้ำซะอย่างเอ๋อๆ  พอกรวดน้ำเสร็จก็กลับเข้ามาในบ้านพัก นั่นแหล่ะ คุณป๋าถึงค่อยเล่าให้ฟังว่า

เมื่อครู่คุณป๋ากำลังปฏิบัติสมาธิตอนเช้าอยู่ ในสมาธิคุณป๋าก็เห็นวิญญาณมากมายมานั่งอยู่เต็มหน้าบ้านพัก (บอกแล้วว่าป๋าเราเก่ง) คุณป๋าเห็นดังนั้นจึงถามวิญญาณพวกนั้นไปว่า

“มาทำไมกัน”
วิญญาณทั้งหลายเหล่านั้นก็ตอบตามความจริง (มั๊ง…คิดว่าคงไม่โกหกหรอก) มาว่า

” มารอคุณนาย คุณนายจะแจกของ”
(ความจริงคุณผี เรียกชื่อแม่เราล่ะ แต่เราอุ๊บไว้ ไม่บอกใครว่าแม่เค้าชื่ออะไร กิ๊วๆ)

เป็นเช่นนั้นคุณพ่อก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนที่พวกเราไปทำบุญยังไม่มี ใครได้กรวดน้ำกันเลย สันนิษฐานว่าเป็นไปได้ที่คุณวิญญาณทั้งหลายเหล่าได้มารอส่วนกุศลผลบุญที่พวก เราจะแผ่อุทิศไปให้ (แต่ดันลืมแผ่นี่สิ) เลยมานั่งรอกันอยู่ที่หน้าบ้านพัก

เออ…. ก็แค่เนี้ย เหมือนเรื่องจะจบแล้วนะ  แต่ที่ไหนได้….. ดันมีปริศนาก๊อก 2 ตามมาซะงั้นเลย

เรื่องของเรื่องก็คือในอีกคืนหนึ่งเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วพวกเราคณะทัวร์ (ที่ไปทำบุญแต่ไม่ยอมกรวดน้ำ) ต่างเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพในเวลาประมาณเที่ยงคืนได้ มาถึงก็ไปนั่งทานข้าวต้มโต้รุ่งกันที่ร้านแถวๆ บ้าน (ร้านนี้แต่ก่อนไปนั่งทานได้บ่อย แต่หลังดันเห็นผี แล้วแบบว่า…. ร้านอยู่ตรงสี่แยก จะเห็นผีผู้หญิงยื่นอยู่ตรงเสาไฟฝั่งตรงข้ามประจำ <<< วิวไม่ดีสุดๆ หลังๆ เลยไม่ยอมไปนั่งทานร้านนี้อีกเลยเป็นปีๆ แล้ว)

แล้วนั่นแหล่ะ ระหว่างที่ทานอาหารอยู่ดีๆ พี่ป้อม (ที่นอนร่วมเตียงเดียวกับคุณม่ามี๊ของเรา) ก็พูดขึ้นมาว่า

“พี่จ๋าเมื่อคืนนี้แอบไปนอนกับเราใช่ม๊า”
พูดพลางชี้หน้าไอ้พี่ตัวดี แต่พี่สาวไม่รับมุขได้แต่งงส่ายศีรษะดิ๊กๆ  แล้วตอบว่า

“อะไรป้อม อย่ามาอำพี่นอนอยู่อีกห้องนะ”

พอไอ้พี่เราตอบไปแบบนั้นพี่ป้อมก็เริ่มเป็นฝ่ายเหวอ

” อะไรกันพี่จ๋า อำแรงนี่ “ สาวพี่ป้อมยังมั่นอกมั่นใจพูดต่อไป

“จริงๆ ป้อม พี่นอนอยู่อีกห้อง” ไอ้ คุณพี่เรายืนยัน

เฮ้ย… ชักยังไงๆ แระ  ตกลงใครอำใครแล้วใครอำแรงกว่าใครกันแน่เนี่ย

“จริงๆ ก็เมื่อคืนแอบมานอนกับป้อมจริงๆ”  สาว พี่ป้อมยืนยัน เริ่มทำหน้างงๆ อย่างไม่มั่นใจแระ

ฝ่ายไอ้คุณพี่เราก็อย่างงงเหมือนกัน อำแรงอะไร มาไม้ไหนหว่า ก็ว่านอนอยู่ห้องของตัวเองดีๆ นะ ด้วยความมั่นใจยิ่งกว่าพี่ป้อม ยังคงยืนกรานส่ายศีรษะไปมาปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายว่าไม่ได้ไปนอนด้วยจริงๆ

สองคนเถียงกันไปเถียงกันมา เรา…(ผู้แอบเห็นเหตุการณ์)ก็นั่งเงียบอยู่ในใจว่า ‘เฮ้ย… เมื่อคืนตูตื่นดึกมาก็เห็นเตียงนั้นนอนกัน 3 คนนะเฟ้ย’  <<< แต่นิสัยปกติเวลาเห็นผีแล้วไม่ค่อยโวยวายไง ไม่ชอบเล่าเรื่องผีให้ใครฟังหรอก แค่เก็บมาเขียนให้อ่านกันทั่วไปเท่านั้นเอง (อ้าว?เฮ้ย!!) ก็มองหน้าคนเถียงกันไปมาแล้วแอบเงียบอยู่ในใจ  แต่สุดท้ายก็ทน บ่ ไหว กลัวคนจะตีกันตายคาร้านอาหารเลยต้องออกสิทธิ์ออกเสียงร่วมเป็นกำลังหนุนให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยการเข้าข้างพี่ตัวเอง เล่าไปว่า

เมื่อคืนกลางดึกที่เรนตื่นขึ้นมาเรนก็เห็นว่าที่ เตียงของคุณแม่มีคนนอนกันอยู่ครบสามคน แต่เห็นชัดแค่คุณแม่กับพี่ป้อมเท่านั้น อีกคนที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในสุดเห็นชัดแค่ช่วงขา

เนื่องจา่กมีกำลังหนุนเช่นนี้นี่เอง พี่ป้อมเลยยิ่งมั่นใจ ยังยืนยันต่อไปว่าต้องเป็นพี่จ๋าแน่ๆ โวยวายเสริมความกระจ่างเล่ามาว่า

เมื่อคืนพี่ป้อมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมากลางดึกเห็น พี่จ๋านอนหันหลังให้อยู่ข้างๆ แต่ว่าไม่ได้เห็นหน้า เห็นแค่ข้างหลังเท่านั้น แต่ดูจากรูปร่างข้างหลังพี่ป้อมก็มั่นใจล่ะว่าต้องเป็นไอ้พี่ของเราแน่ๆ

ไอ้พี่เราเอง…ทั้งที่มีพยายามหลักฐานชัดเจนเช่นนี้แล้วแต่ก็ยังยืนกราน เสียงแข็ง ไม่ยอมรับปฏิเสธต่อไปด้วยความมั่นใจ ใจเกินร้อย

ต่้างฝ่ายต่างเถียงกันไปเถียงกันมาได้สักพักหนึ่ง ก็มีคนแอบเห็นเหตุการณ์ แต่เงียบได้นานกว่าเรา และท้ายที่สุดก็ทนเงียบไม่ไหว…. คนนั้นคือคุณม่ามี๊ของเรานั่นเองที่อยู่ก็แทรกขึ้นมาในระหว่างที่คนเขาเถียง กันว่า

“ไม่ใช่จ๋าหรอก”

และแล้ว…. เมื่อเปิดปริศนามาเช่นนั้นคุณมารดาก็ได้เล่าใจความเฉลยเผยไต๋ต่อไปอีกว่า เมื่อคืนคุณม่ามี๊ตื่นขึ้นมากลางดึกเหมือนกันเพราะได้ยินเสียงพี่จ๋ามาพูด กับคุณม่ามี๊ว่า

“แม่ขอนอนด้วยคนนะ”

จากนั้นม่ามี๊ก็มีความรู้สึกเหมือนกับเตียงยวบลงเพราะมีใครสักคนมาทิ้งตัวลง นอนบนเตียง คุณท่านจึงหันไปดูข้างๆ เห็นว่าพี่จ๋านอนหันหลังอยู่ แอบคิดด่าในใจว่าอยู่ๆ ก็กระโดดแทรกมากลางเตียงอย่างนี้แล้วพี่ป้อมจะนอนยังไงกัน ด้วยความสงสัยม่ามี๊เราเลยลุกขึ้นชะโงกหน้าผ่านร่างนั้นไปดูอีกคนที่นอนถัด อยู่ลึกเข้าไป
ปรากฏว่าบนเตียงนั้น….…

มีเพียงสายลมและความว่างเปล่า…

คือมันไม่มีใครมานอนอยู่เลย แต่…. มีที่ยิ่งกว่านั้นคือ….!!

ยิ่งกว่าก็คือไม่มีใครมานอน แต่ที่นอนกลับเป็นรอยยุบลงไปเหมือนว่ามีคนนอนอยู่แต่ไม่เห็นตัวเสียอย่าง นั้น!!??

พอเป็ยอย่างนั้นม่ามี๊เราเลยกลับมามองคนที่นอนอยู่ข้างๆ ท่านอีกที คนที่นึกว่าเป็นไอ้พี่ก็กลับกลายเป็นพี่ป้อมไปเสียได้ และ…..

มันใช่แค่นั้นซะที่ไหนเล่า!!

นอกจากรอยยุบแล้วแม่เรายังได้ยินเสียงคนหายใจดังมาจากที่นอนอันว่างโล่งตรง นั้นซ้ำยังเป็นเสียงที่ดังชัดมากอีกด้วย

และแล้ว……………………………………………………

 

ความจริงมีเพีัยงหนึ่งเดียว………

 

ในที่สุดปริศนาทุกอย่างก็กระจ่างแล้ว…….

 

พอทุกคนได้ฟังเรื่องเล่าเฉลยปัญหาหยุดข้อโต้แย้งของคุณแม่ดังนั้นแล้ว ต่างก็พากันเงียบอึ้งไปแบบงงๆ

แล้วเนื่องจากมันเงียบมากไปหน่อย เราทนความเงียบไม่ไหวเลยถามม่ามี๊ต่อไปว่า

“แล้วแม่ทำยังไง?”

Oh!! ไม่อยากเชื่อ สมเป็นมารดาที่รักยิ่งของเราจริงๆ เพราะคุณท่านเล่นตอบกลับมาหน้าตาเฉยเลยว่า

“แม่มองไม่เห็นตัว แล้วก็ไม่รู้ว่าเขามาดีหรือมาร้าย ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็เลยนอนต่อไปบนเตียงเดียวกันนั่นแหล่ะ”

 

Did you like this? Share it: