Open cemetery.


เรื่องผีในเว็บนี้ เขียนเล่าจากประสบการณ์จริงของตัวเองที่เจอผีบ่อยมากจนกลายเป็นกิจวัตรไปล่ะ แต่ว่าก็ยังได้ขอรวบรวมเรื่องผีจากเว็บอื่นๆ มาด้วยนะคะ ใครอยากอ่านเรื่องไหนแบบไหนก็สามารถคลิกไปดูที่ 'คลังเก็บผี' กันได้ค่ะ รวมเรื่องผีทุกเรื่องในเว็บนี้ค่ะ ^_^

Please enjoy.
Zeren Zarviiolar

Posts Tagged ‘อ่านเรื่องผี’

เรื่องผีที่ 110: ปอบวิชา “พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว”

ปอบวิชชา

คราวที่แล้วเราได้เขียนบทความ ออกแนว How to เกี่ยวกับเรื่องของปอบวิชาเอาไว้นะคะ ดังนั้น… เพื่อให้เป็นการต่อเนื่องกัน วันนี้เซเรนจะมาเล่าเรื่อง “พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว” ตัวอย่างของปอบวิชา ที่เราได้เจอมาสดๆ กับตัว ลองอ่านดูค่ะ ไม่แน่ว่าบางคนอาจจะเคยพบกับปอบวิชามาแล้วและอาจจะรอดจากมันมาอย่างฉิวเฉียดเหมือนอย่างเราก็เป็นได้

เล่าเรื่องผี

Ghost Story 110; “พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว”

หนึ่งใน เรื่องผี ที่เป็นข่าวลือเล่าขานกันมาแต่ช้านาน… นั้นก็คือเรื่องของปอบประเภทหนึ่งที่เล่ากันว่าจะมีพระอุ้มสุนัขสีดำ และแม่ชีอุ้มแมวสีดำ เดินคู่กันไปเรื่อยๆ ตามบ้านต่างๆ พร้อมกับร้องเรียกคนไปทั่ว ถ้าใครขานรับหรือสบตาคนคนนั้นก็จะตาย ผู้ที่ตายจากการที่ได้เคยคุยกับพระและชีคู่นี้เมื่อนำศพไปชันสูตรก็จะพบว่าอวัยวะภายในกลายเป็นของเหลวเละ เน่าเหม็น หรือหายไปอย่างไรร่องรอย ทำให้เกิดความเชื่อต่อกันมาว่า พระอุ้มหมาและชีอุ้มแมว คู่นั้นคือ ปอบ

เป็นเรื่องเล่าข่าวลือนะคะ จริงเท็จแค่ไหนเรื่องนี้เราไม่รู้ล่ะ เพราะเราก็ยังสงสัยอยู่ว่าอิท่าไหนถึงต้องมาเป็นแพ็กคู่ แล้วอิท่าไหนต้องอุ้มหมากับแมวเอาไวเด้วย ถ้าคิดจะกินคนจริงๆ แล้วหมากับแมวที่อุ้มนี่เพื่อ!? ตามปกติแล้วก็น่าจะทานหมากับแมวรองท้องไปก่อนนะ ไม่น่าจะต้องเอามาอุ้มให้เมื่อยอย่างนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องจริงของปอบที่มีลักษณะแนวคล้ายๆ แบบนี้ก็ยังมีอยู่จริงให้เราได้เจอมาเมื่อวันพฤหัสที่ 29 ม.ค. 2015 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนพี่สาวและเจ้าน้องในออฟฟิศเราก็เคยเจอเหตุการณ์ในทำนองคล้ายๆ แบบนี้มาแล้วด้วย ในลักษณะของปอบพวกนี้ (ที่คล้ายกับพระอุ้มหมาชี่อุ้มแมวพวกนี้) เซเรนเรียกว่า ปอบวิชา ค่ะ (ไม่ใช่ปอบวีซ่านะ :D )

อันที่จริงตอนแรกเราคิดว่าจะไม่เล่าถึงแล้วล่ะค่ะเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่หลักฐานและพยานอ้างอิงของเราอ่อนมากในการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเหตุที่เรานั่งสมาธิมองแทบทั้งนั้น เรียกได้ว่าของปัจจัตตัง คนอื่นที่จะมารับรู้เป็นพยายานรวมกับเราแทบไม่มี แต่ถึงเช่นนั้น…. ในครั้งกาลสมัยนี้ก็ได้เคยมีคนถามเราไว้ในบอร์ดๆ หนึ่งแล้วเราก็ดันไปตอบ…

ซึ่งก็สันดานเซเรนอ่ะค่ะ เรานิสัยเสีย คือเวลาพูดอะไรเราพูดไม่หมดหรอก (ขี้เกียจพิมพ์ 555+) ก็ตอบไปครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งก็ดันมีขา Copy ประจำตัวที่อ่านไม่ได้ศัพท์จับไปมโน แต่งเรื่องออกมามโนผิดจากความจริงไปมาก…

คือคนเราจะก๊อปจะอะไรไปก็ต้องไปศึกษาต่อกันเองบ้างนะคะ ของบางอย่างที่เซเรนเขียนเล่ามันไม่มีในตำราจริงๆ ค่ะ มันได้มาจากประสบการณ์ที่เราเจอ คนที่แค่อ่านไปครึ่งๆ กลางๆ เอาไปมโนเล่าว่าเจอเองยังไงๆ มันก็ไม่ได้ Know how เท่ากับคนที่เจอเองอยู่แล้ว ซึ่ง…. เรามีความรับผิดชอบมากพอนะคะที่จะไม่ให้ชาวโลกเข้าใจผิดในเรื่องมโนผิดๆ ต่อไป สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเล่าเรื่องปอบวิชานี้เอาไว้ก็ได้ง่า…

แล้วก็นั่นแหล่ะค่ะ… บังเอิญเราเพิ่งจะเจอกับมันมาสดๆ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมานี้เองด้วย เหตุการณ์ช่างเฟรชมาก พระเจ้าคงเป็นใจอยากให้เราเขียนเรื่องนี้ เอ้า! เอาสักทีก็ดีเหมือนกันเน๊าะ (แค่มันยาว ไม่รู้จะเริ่มเล่าตรงไหนก่อนดี 555+)

มีหลายคนที่มักจะถามเซเรนมาอยู่บ้าง ว่าพวกหมอผีพวกนี้ตายไปแล้วจะได้รับกรรมอย่างไร ซึ่งอยากจะบอกว่า “ปอบวิชา” นี้…. ก็นับเป็นอย่างหนึ่งในกรรมของหมอผีที่ดูมิใช่จะเป็นเวรกรรมของหมอผีไปเสียทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่หมอผีทุกคน ทุกตนด้วยนะคะที่จะกลายเป็นปอบวิชาได้ มันแล้วแต่สายอาคมที่เขาฝึกเรียนกันมาด้วย อาทิ พวกอวิชาของเขมรบางสาย พวกนี้เขาจะมีการฝึกถอดจิตกัน จิตนิ่ง จิตเป็นสมาธิก็ถอดได้แล้วค่ะจิตเนี่ย ไม่ได้ยากเลย ซึ่งพวกนี้ก็จะไม่ได้ถอดจิตในลักษณะของทั้งหมด แต่จะเป็นการแบ่งจิตของตนบางส่วนออกมา…

คือการทำคุณไสย์บางอย่างนั้นอาจต้องใช้สื่อจากร่างกายของเหยื่อบ้างอะไรบ้าง แต่วิชาเขมรในลักษณะพวกนี้นั้นมันแทบจะไม่ต้องใช้สื่ออะไรเลย เพียงแค่หมอผีมาเจอหน้าโจทย์ตรงๆ ได้คุยกันสักคำสองคำเพียงแค่นั้นก็เกินพอแล้ว เพราะในการเจอหน้ากันนั้น ระหว่างที่หมอผีคุยกับโจทย์แค่ 2-3 คำนั่นแหล่ะ แต่ในความเป็นจริงคือหมอผีได้แบ่งจิตส่วนหนึ่งของตนเองแฝงมากับเหยื่อ เมื่อเหยื่อกลับมาถึงบ้าน อาบน้ำ เข้านอน จิตของหมอผีก็จะได้เวลาทำงาน….

หลักการเดียวกันกับพวกปอบวิชาประเภทพระอุ้มหมาชีอุ้มแมวนี้ชัดๆ เลยล่ะค่ะ

แรกเริ่มที่เซเรนมีประสบการณ์เกี่ยวกับปอบวิชาพวกนี้… เป็นตอนที่เราถูกนิมนต์… เอ๊ย! อัญเชิญให้ไปดูยังบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง…  ตอนนั้นเราไม่ได้เรียกมันว่าปอบหรอกนะคะ เพราะไม่ได้เจอมันตัวเป็นๆ ตอนยังมีชีวิตอยู่ แต่เห็นอาคมที่กักมันไว้เป็นอะไรที่แรงมาก คิดว่ามันน่าจะเป็นพวกผีปิศาจที่เฮี้ยนมาก และฆ่าไม่ตาย คนที่กักมันถึงจำเป็นต้องใช้อาคมที่แรงขนาดนี้ในการกักมัน

แต่ก่อนเราประสบการณ์น้อยค่ะ เราไม่รู้ว่าผีที่ฆ่าไม่ตายพวกนี้นี่แหล่ะคือปอบวิชา < ตามนี้ค่ะ ปอบวิชาเป็นสิ่งที่ตายไม่ได้ อยู่ได้เป็นร้อยๆ พันๆ ปีเลยทีเดียว ซึ่งไอ้กระดูก (ตอนที่เราไปเจอมันเป็นโครงกระดูกไปแหล่ว) 2 โครงนี้ก็เป็นปอบวิชาแนวที่ฆ่าไม่ตาย และอาละวาดฆ่าคนไปทั่ว  ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นในยุคสมัยนั้นจึงได้ไปนิมนต์พระที่เวลานั้นว่ากันว่าท่านเป็นอรหันต์และเพิ่งจะผ่านไปปราบผีตายท้องกลมที่เฮี้ยนมากๆ แถวนั้นให้มาปราบไอ้น้องกระดูก 2 ตนนี้ด้วย

เรื่องเจ้ากระดูกนี้ไม่เล่าโดยละเอียดนะคะ ยาววววววววว แต่เคยเขียนไว้ในรวมเล่มชุด “สยองขนตั้ง” ที่พิมพ์โดยสนพ.ดอกหญ้า (นานมากกกล่ะ ตั้งกะปี 46 เลย 555+) ถ้าสนใจก็ไปถามหาได้แถวร้านดอกหญ้านะคะ เผื่อจะเหลืออยู่ หรืออีกทีรอคฤหาสน์กุ๊กกุ๊กกู๋ฉบับเต็มเล่ม 3 ของ สนพ.เรน เรน ออกเลยค่ะ เพราะเรียบเรียงเล่ม 2 เสร็จแล้วหน้าเต็ม ยังไม่มีพื้นที่ยัดไอ้เรื่องนี้ลงไปเลย 5555+

ขายของเสร็จล่ะก็มาเล่าต่อ… ก็ตามนั่นล่ะค่ะ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่ามันเป็นปิศาจ ยังไม่รู้ว่าคือปอบวิชาในตำนาน (ที่ปราบยากมาก) ซึ่งคนกักเขาก็กักมันเอาไว้ดีแล้วก็ปล่อยให้โดนกักต่อไปล่ะค่ะ ไม่คิดจะไปถอนตะปูปลดสายสินจ์อะไรให้มันออกมาอาละวาดต่อก่อให้มีคนตายเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็กำชับเจ้าของบ้านไปว่าที่ตรงนี้ห้ามยุ่งห้ามขุดห้ามบลาๆๆๆ อะไรสารพัดที่จะทำให้วิญญาณหลุดออกมาเราห้ามหมด จากนั้นก็จบเรื่องของเขาไปค่ะ เราก็กลับมาทำงานเรียนหนังสือของเราไปตามเรื่องตามราว (สมัยวัยเอ๊าะ ยังเรียนมหาลัยอยู่เบย อิ อิ)

เวลาผ่านมาเราเริ่มศึกษานู่นนี่ก็พร้อมๆ กับมีเคสคนโดนคุณไสย์มาให้ช่วยให้แก้ของเยอะแยะ ก็ได้เจอกับวิชาไสยศาสตร์พม่าเขมรอะไรเป็นบ้าเป็นบออลังการมาก (แต่ลืมไปแล้วเลยเล่าไม่ถูก 555+) พอสู้กับอาคมของหมอพวกนี้เยอะเข้า อ่านย้อนอาคมไปก็เลยทำให้รู้ว่า อ้าว… ไอ้น้องกระดูก 2 ตัวนั้นจริงๆ แล้วมันเป็นผีปอบวิชานี่น่า

รู้แล้วก็จบเรื่อง ปล่อยมันไป กระดูกควรนอนเล่นอยู่ใต้ดินไปตามเรื่องของกระดูก เราไม่ควรไปยุ่งด้วยอย่างที่สุด

ต่อมา… หลังจากเรียนจบทำงานได้สัก 2-3 ปี ตอนนั้นเซเรนทำนิตยสารค่ะ เป็นบก.+อาร์ตที่ต้องเข้าออฟฟิศประจำ (เดี๋ยวนี้ขี้เกียจ เขียนงานอย่างเดียวพอ 55+) ในออฟฟิศก็จะมีน้องหน้าสวยอยู่คนหนึ่ง < สวยจริงค่ะ ผิวคล้ำ ตาคม เหมือนสาวอินเดียเลยทีเดียว และน้องคนนี้…. เป็นหนึ่งในคนที่หายากกกกมากที่เซเรนจะทักว่าใครมีองค์ (แต่ไม่ใช่ร่างทรงนะ) ซึ่งน้องเค้าแบบ… มีองค์เทพคุ้มครองค่ะ เดินไปไหนก็จะเห็นแม่อุมาคอยตามอยู่ตลอด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันหรือเปล่านะคะกับเรื่องที่เขารอดตายมาได้จากการเผชิญหน้ากับ ปอบวิชา…

 

เจ้าน้องหน้าสวยที่เรากำลังจะเล่าถึงนี้ชื่อแอมค่ะ มีอยู่วันหนึ่งเจ้าแอมมาถึงออฟฟิศก็รีบเล่าให้เซเรนฟังเลยทีเดียวว่าไปเจอเหตุการณ์ระทึกมา เมื่อเราถามว่าอะไร แอมก็รีบเล่าทันที…

“เมื่อเช้าแอมเดินอยู่ที่ตลาดไงพี่ แถวบ้านอ่ะ แล้วก็มีคนเข้ามาถามทาง เป็นแม่ชี”
“แล้วไง?” เซเรนถาม
“แล้วแอมก็ร้องกรี๊ด ตกใจวิ่งหนีออกมาเลย”
“อ้าวเฮ้ย…? แล้วไปวิ่งหนีเค้าทำไม?” เราถามต่อ

“แอมก็ไม่รู้ ก็ยังแปลกใจอยู่เนี่ย คือแอมว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เลยมาเล่าให้พี่ฟังนี่ไง คือตอนที่เค้ามาถามทางแอมหันไปเห็นเค้าปุ๊บก็ตกใจ กลัวเลย ไม่รู้ทำไม มันกลัวขึ้นมาเอง สายตาเค้าดูเหมือนจ้องๆ ตาแดงๆ น่ากลัวมากก็เลยวิ่งหนีเลย”

“แล้วเค้าทำไงต่อล่ะ” ถามแอม ตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดว่าเด็กอาจจะมโนเรื่องผีมากจนตื่นตูมอะไรไปเอง ก็ฟังไปผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไรสักเท่าไหร่
“เขาก็ไปถามทางกับแม่ค้าแถวนั้น ที่ขายกับข้าวร้านประจำที่แอมซื้ออ่ะ”
“เออ ก็ดี ถ้าเค้ารู้ทางแล้วกลับบ้านได้ก็ช่างเขาเถอะ”

เซเรนตัดบท เจ้าแอมพยักหน้ารับแล้วเรื่องก็จบลงอยู่แค่นั้น ต่างคนก็ต่างทำงานกันต่อไปโดยที่ไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ทว่า วันต่อมาเจ้าแอมกลับวิ่งหน้าตาตื่นมาคุยกับเราอีก ตอนนั้นพี่สาวเรา (นักเขียนนาม August) ก็นั่งอยู่แถวนั้นด้วย เจ้าแอมขึ้นบันไดมาเจอหน้าเราก็เริ่ม…

“พี่ๆ ป้าคนนั้นตายแล้วอ่ะ”
“ห๊ะ? ใคร? ป้าไหน” เซเรนถามด้วยหน้าตางงๆ
“ป้าขายกับข้าวที่แอมเล่า คนที่แม่ชีไปถามทางเมื่อวานนี้ไง”
“อ้าวเฮ้ย จริงดิ แล้วเค้าเป็นอะไรตายล่ะ?” เราถาม

“ไม่รู้พี่ ที่ตลาดเค้าลือกันนะ บอกว่าสงสัยแกจะหัวใจวายตาย คือแอมไม่รู้เรื่อง ตื่นตอนเช้าจะไปซื้อข้าวป้าแกก็ปรากฏคนเค้าบอกว่าแกตายแล้ว นอนตอนกลางคืนตอนเช้าก็ตัวแข็งทื่อไปแล้ว เลยเดากันว่าน่าจะหัวใจวาย”
แอมอธิบาย หยุดไปสักพัก มองเซเรนด้วยท่าทางอึกอั่กๆ แล้วก็ถามต่อขึ้นมา
“พี่คิดว่าเกี่ยวไหม กับแม่ชีที่มาถามทางแอมอ่ะ”

ตอนที่แอมถามตอนนั้นในใจเราก็คิดถึงเรื่องพระอุ้มหมา ชีอุ้มแมวที่เค้าลือๆ กัน แต่เฮ้ย… ไอ้นั่นมันเรื่องเมคลวงโลกมิใช่รึ อย่าบอกนะว่ามันมีอยู่จริง!?

“เฮ้ย…เค้าเป็นแม่ชีนะ จะเกี่ยวได้ยังไง ว่าแต่เค้าอุ้มแมวเปล่าวะ”
เซเรนขมวดคิ้ว ถามไปอย่างไม่คิดหรอกว่าแม่ชีที่ว่านั่นจะอุ้มแมวจริงตามอย่างข่าวลือ

“เค้าไม่ได้อุ้มแมวพี่ แต่ในมือเค้าถืออะไรสักอย่าง เป็นหม้อดินเป็นอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ ไม่ค่อยแน่ใจ แต่แอมว่ามันผิดปกติไง ปกติแอมไม่ได้กลัวคนถึงขนาดร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีแบบนี้ แอมตอบ และทันทีก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาว่า

“ฉันว่าเกี่ยวว่ะ ฉันก็เคยเจอ”

เซเรนหันไปมอง กลับกลายเป็นพี่สาวเรานั่นเอง เฮ้ยยยยยยยย…. แล้วหล่อนไปเคยเจอกับตัวพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันที่เป็นน้องสาวถึงได้ไม่รู้เรื่อง?

เมื่อทุกคนหันไปมอง พี่สาวที่กลายเป็นเป้าสายตาไปแล้วก็เลยเริ่มต้นเล่าถึงสิ่งที่พี่สาวเจอมาว่า…

ในกาลสมัยหนึ่ง ในครั้งที่เซเรนยังเด็กอยู่เลยไม่รู้เรื่องราวเพราะเจ๊ไม่ได้เล่าให้ฟัง แต่ตอนนั้นพี่สาวเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งก็จะไปเดินโต๋เต๋อยู่แถวรามบ่อยๆ อันว่าในช่วงที่พี่สาวเดินอยู่แถวๆ หน้ารามนั่นเอง ก็มีผู้ชายร่างผอมสูง ตัวดำ นุ่งโสร่งแบบคนพม่า เดินเข้ามาทักถามทางกลับบ้านกับพี่สาว หากทันที่ชายคนนั้นเข้ามาคุย พี่เราก็ร้องกรี๊ดดดดด แล้ววิ่งหนีออกมาตามอย่างแบบเดียวกับที่แอมทำเป๊ะเด๊ะ

“คือสายตาเค้าน่ากลัวมาก บอกไม่ถูกเลย เหมือนจ้องเขม็งตาแดงๆ ยังไงก็ไม่รู้ ฉันยังรู้สึกผิดอยู่เลยที่อยู่ๆ ก็ไปตกใจแล้ววิ่งหนีเค้า แต่ปกติฉันก็ไม่ได้กลัวคนแล้วตกใจจนวิ่งหนีแบบนี้นะ ไม่เคย…”
คือไม่ต้องบอกหรอกค่ะว่าไม่เคย เรารู้นิสัยพี่เราดีว่าเค้าเป็นคนยังไง ถ้าตกใจแล้วซัดกลับก็เรื่องนึง แต่ไอ้ตกใจแล้ววิ่งหนีนี่มันผิดปกติมาก

“แล้วมันอุ้มหมาอุ้มแมวมามั่งป่ะ?” เซเรนก็ยังมีอารมณ์จะถามยิงมุกเน๊อะ :)

“ไม่ๆ แต่ในมือมันอุ้ม… ถืออะไรสักอย่างนี่แหล่ะ ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่ลักษณะคือมันใช้สองมืออุ้มอยู่นั่นแหล่ะ”
พี่สาวตอบจริงจัง ดูไม่ออกว่าอะไรแต่ก็แน่นอนล่ะค่ะว่าไม่ใช่หมากับแมวงานนี้น้องหมาน้องแมวจึงรอดตัวไปจากข้อครหา

แต่พอเจ้าแอมกับพี่เราเล่าเรื่องมาพ้องกันแบบนี้… เซเรนนี่ช่างศีรษะพระอุ้มสนุปปี้กับชีอุ้มคิตตี้ไปเลยล่ะค่ะ เพราะสิ่งที่แว่บเข้ามาในหัวที่นึกออกในตอนนั้นก็คือเจ้าน้องกระดูก 2 โครงใต้บ้านเรือนไทยที่เราไปเห็นมาเมื่อหลายปีก่อน

เฮ้ยยยยยย…. ถ้าที่สองคนนี้เล่ามาเป็นเรื่องจริง นี่แปลว่าไอ้ผีที่มันอาละวาดกินคนแบบนี้มันยังมีอยู่ในยุคปัจจุบันอยู่ด้วยจริงๆ เหรอเนี่ย!?

ดังนั้นเราก็เลยเริ่มต้นเล่าถึงเรื่องปอบวิชา… สิ่งมีชีวิต(?) สิ่งเดียวที่เรารู้จักว่ามันจะสามารถกินคนได้แบบนี้จริงๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วในโลกยุค 2015 ของเรานี้ก็ยังมีพวกหมอผีที่เล่นของเล่นคุณไสย์พวกนี้อยู่เกลื่อนกลาด วิชาถอดจิตแบบนี้ทั้งเขมรและพม่าก็ยังมีกันอยู่ ดังนั้นแล้วถ้าอาจจะยังมีปอบวิชาเดินเพ่นพ่านอยู่ร่วมกับเราในสังคมโลกมันก็อาจจะไม่น่าแปลกอะไร (แค่น่ากลัวอ่า… ToT )

ใช่ค่ะ… ปอบวิชา… พวกนี้จริงๆ แล้วเป็นคน ถ้าจะเขียนโดยสะกดให้ถูกต้องจริงๆ มันควรที่จะต้องเป็น ปอบอวิชชา คำว่า วิชชา = ธรรมชั้นสูงของพระพุทธองค์ ปอบอวิชชา จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องด้วยวิชาที่ไม่ใช่ธรรมชั้นสูงของพระพุทธองค์ ซึ่งก็คือการหลงผิดของไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรต่างๆ เหล่านั้นนั่นแหล่ะค่ะ

พวกหมอผีเวลาเล่นของทำคุณไสย์อะไรพวกนี้จะมีกฏอยู่อย่างที่พวกเขาจะละเมิดมิได้เลยในคืนวันพระวันโกณ นั่นก็คือการปลุกของ ไอ้หมอผีพวกนี้ต้องปลุกอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้วิชาตัวเองเสื่อม ทีนี้พอปลุกแล้วมันจะขึ้นไง ถ้าของมันขึ้นมันแรงมากเข้าๆ พวกนี้ต้องปล่อยค่ะ ไม่รู้จะทำใส่ใครก็ต้องปล่อยไปตามลมอย่างนั้นล่ะ

ของพวกนี้เวลาปล่อยไม่ใช่ว่าจะหมด เพราะอวิชาทั้งหลายที่ทำก็อยู่ที่ตัวมัน(หมอผี) ในตัวมันนั่นแหล่ะ ยิ่งปลุกก็จะยิ่งขึ้น ยิ่งปล่อยก็จะยิ่งแรง อาคมพวกนี้จะมากขึ้นๆ ซึ่งพวกหมอผีพวกนี้ต้องฝึกจิตของตัวเองให้แข็งแกร่งให้ดี จะได้ควบคุมอาคมที่มากขึ้นพวกนี้ได้ และ… ถ้าหมอมันไม่โง่ไม่หลงจนเกินไปนะคะ พวกนี้จะต้องรู้ว่าตัวเองต้องถอดของออกเมื่อถึงเวลาอันสมควร

ไม่ใช่ปล่อยของแล้วนะคะ อันนี้เขา(เซเรนนี่แหล่ะ)เรียกว่าถอดของค่ะ เวลาปลุกผีทำพิธีหรืออะไรหมอผีจะต้องเชิญผีพรายตายโหงอะไรทั้งหลายมาอยู่กับตัว แล้วอย่างที่บอกค่ะ ยิ่งปลุกมันจะยิ่งขึ้น ผีมันจะมีอำนาจมากขึ้นและกินตัวหมอผีได้ (เรียกว่าของเข้าตัว) ซึ่งในการทำพิธีถ้าปลุกได้ที่ตาสว่างจนคิดว่าผีแรงครบวาระว่าแค่อีกสักครั้งสองครั้งตัวเองก็จะคุมไม่ได้แล้ว หมอผีพวกนี้จะต้องถอดของออกจากตัว เอาออกไปใส่นู่นใส่นี่ไว้ก่อน แล้วจากนั้นก็จะเริ่มปลุกใหม่ พอแรงขึ้นก็ถอดออก จะเป็นอย่างนี้อยู่ซ้ำซ้อนไปเรื่อยตามวาระวิชาของเขา

ทีนี้… มันจะมีหมอผีบ้าอยู่บางประเภท ที่พอยิ่งปลุกของ ของยิ่งแรง ยิ่งขึ้น มันยิ่งชอบใจ ไม่ยอมปล่อยของออก อารมณ์ก็ออกแนวหลงนั่นล่ะค่ะ หลงผิดไปในอวิชชา คิดว่ามันดี มันเจ๋ง ไม่ปล่อยของให้ออกจากตัวเลยจนกระทั่งของมันจะขึ้นมากๆ และแรงมากเข้า มันจะกินจิตของหมอผี คือหลงไปเป็นพวกเดียวกับมัน จากหมอผีบ้าบอธรรมดาๆ ก็จะกลายเป็นปิศาจไปเลย

ต่างจากปอบวิชาที่เขาพูดกันนะคะ ไอ้พวกที่แก่ตัวและโดนของกินตัวจนกลายเป็นปอบอันนั้นมัน Baby ค่ะ เด็กๆ แค่ปอบที่เล่นอวิชชาอิหยิบธรรมดาๆ ไม่ได้จะมีอาคมอะไร คนไม่เห็นเคยของจริง ได้ยินคำว่าปอบวิชาๆ ก็จะมโนออกมาว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่เอาจริงๆ ปอบวิชาของจริงมันโหดกว่านั้นเยอะค่ะ เพราะพวกนี้…. เจอหน้า นั่งคุยกัน ถ้าไม่ใช่คนที่ฝึกจิตปฏิบัติมามากพอก็จะไม่รู้ดูไม่ออกเลยล่ะค่ะว่ามันเป็นปอบ

อันเนื่องจากกระบวนการเกิดของมันเป็นไปอย่างที่เราว่านั่นล่ะค่ะ สรุปคือจริงๆ แล้วมันยังไม่ตายในทางกายเนื้อ แต่โดยจิตมันข้ามขั้นไปแล้ว ไปเป็นพวกผีปิศาจที่มีวิชาอาคมไปแล้ว พวกนี้ไม่ใช่ตายกลายไปเป็นปอบ แต่มันจะนั่งๆ อยู่ก็รู้สึกอยากกินเลือด อยากกินตับ… วิชามันขึ้นจนเข้าตัวก็จะรู้สึกอย่างนั้นขึ้นมาเอง ถ้ามันมีสติ คุมได้ และถอดของทันมันก็รอด แต่ถ้ายังไม่รู้ตัว ยังไม่ถอดของออกมาแล้วดันไปกินเลือดกินเนื้อใครเข้า วินาทีที่มันกินคนเข้าไปนั่นล่ะค่ะ มันตายแล้ว! มันเป็นปอบไปแล้ว โดยทางจิตวิญญาณ…

แต่โดยทางกายเนื้อร่างของมันยังอยู่ ยังเป็นคนอยู่ได้ซึ่งเราดูไม่ออกหรอกค่ะ เพราะดูด้วยตาเปล่ามันก็จะเป็นคนเหมือนเราๆ นี่แหล่ะ แต่มันต่างตรงที่สามารถแบ่งจิตออกมาแฝงใครต่อใครที่มันคิดอยากจะกิน พอตอนดึกมันก็จะถอดวิญญาณออกมาเป็นผีไปไล่กินคนที่มันแฝงจิตก็เท่านั้นเอง ซึ่ง….

ตอนที่แอมกับพี่สาวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เราก็คิดถึงไอ้ตัวพวกนี้นี่เลยล่ะค่ะว่ามันน่าจะเป็นปอบวิชชาประมาณนี้และ…. มันปราบยากมาก!!

อย่างที่บอกค่ะ เจ้าพวกนี้เป็นหมอผี มีอาคม แล้วยิ่งมันปลุกตัวเองจนถึงขั้นของในตัวขึ้นได้จนกลายเป็นปอบแบบนี้ พวกมือใหม่ มือสมัครเล่นอาคมเบๆ นี่ไม่มีทางจะทำอย่างนี้ได้เลย เอาเป็นว่าถ้ามันมีอยู่จริง และมันเดินไปเดินมาอยู่ในโลกนี้จริง และถ้าที่พี่สาวกับแอมเล่าเป็นไอ้ตัวพรรค์อย่างนี้จริง มันก็ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะพระท่านที่เล่าลือกันว่าเป็นอรหันต์ที่ไปปราบเจ้ากระดูกสองตนนั้นที่เราได้ไปเห็นซากมันท่านก็มรณะภาพไปนานแล้ว ยุคนี้สมัยนี้จะหาพระเยี่ยงนั้นยังมีได้อยู่อีกหรือหาไม่เราก็มิใคร่รู้เสียด้วย….

แต่เราฟังตอนนั้นเรื่องก็จบไปนะคะ เพราะโดยส่วนตัวถึงจะรู้ว่าอาจจะยังมีไอ้ตัวพรรค์แบบนี้อยู่แต่ก็ไม่คิดว่าจะประจวบเหมาะจะเอ๋มาเป๊ะเดะเจอกับเราได้ง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ เซเรนเล่าหลักการเกิดมันเหมือนกับง่ายค่ะ แต่จริงๆ เราก็รู้อยู่ว่าคนที่จะปลุกตัวเองไปได้ถึงขั้นนั้นจริงๆ มันก็ยากอยู่ ไม่อย่างนั้นปอบวิชามันก็คงมีกันเกลื่อนกลาดหาเก็บได้ง่ายๆ ตามท้องถนนทั่วไปแล้ว จะติดก็แต่ว่า…..

ตอนที่คุยเรื่องนี้กันในออฟฟิศ มีไอ้เจ้าน้อง Fc นักเขียนสองคนที่ดันเข้ามาเยี่ยมเราในวันนั้นพอดีแล้วก็มา(เจ๋อ)นั่งฟังอยู่ด้วยนั้น เกิดอาการไม่กล้ากลับบ้านขึ้นมาในทันใด (มันน่ากลัวขนาดนั้น???) เดือดร้อนเซเรนคนเล่า (ไม่น่าเลยฉัน T^T ) ต้องเดินลงไปส่งน้องออกจากประตูที่ชั้น 1 จากนั้นก็กลับขึ้นมาทำงานต่อ ผ่านไปจนถึงอีกวัน หนึ่งในเจ้าน้องสองคนนั้นโทรมาหาเราบอกว่า

“พี่เล่าทำไมเนี่ย!!? รู้ไหมว่าวันนั้นระหว่างกลับบ้านมีคนมาถามทางพวกหนูด้วยอ่ะ!?”
“แล้ววิ่งหนีรึเปล่า?” เซเรนถาม
“โคตรกลัวเลยอ่ะพี่ แต่เค้ามาถามถึงที่ก็เลยตอบไป” เจ้าน้องตอบมาทางโทรศัพท์
“เออ… งั้นเรายังหายใจได้อยู่ โทรมารายงานพี่ได้ก็รอดตัวไปล่ะ ไอ้ของแบบนี้มันก็ไม่ใช่ว่าจะเดินมาเจอกันได้ง่ายขนาดน๊านนนน”
ตอบเจ้าน้อง ก็คุยจบกันไปอย่างขำๆ (ปนหลอนๆ) ซึ่งเรื่องก็ผ่านมายาววววว นานนนนนนน หลายปีมากซึ่งเราก็ไม่คิดเลยล่ะค่ะว่าจะได้เจอไอ้ตัวแบบนี้อีกครั้ง… จะจะ ด้วยตนเอง…

เหตุเกิดเมื่อวันพฤหัสที่ 29 ม.ค. 2015 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ  วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ไปจัดกิจกรรมประกวดวาดรูปให้กับน้องๆ ที่โรงเรียนโพธิสาร งานผ่านไปด้วยดี น้องๆ น่ารัก เรากลับมามานี่อย่างอารมณ์ดีเลยค่ะ ก็เลยยังไม่เข้าบ้านล่ะ ขอเดินเฉิดฉายไปหาชาเย็นแถวๆ 7-11 ดูดก่อนก็แล้วกัน

ก็ไม่มีอะไรค่ะ เดินไปซื้อหนมที่ 7-11 แล้วก็เดินกลับมา ระหว่างทางที่เรากลับมา ตอนนั้นก็ถึงที่หน้าบ้านเราแล้วค่ะ แต่ยังเข้าบ้านไม่ได้เพราะยังเดินไม่ถึงประตู ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา ลักษณะคือจะสวนทางกับเรานั่นแหล่ะ เราก็เห็นเขาอยู่ มองๆ เขาอยู่ ไม่เห็นว่ามีจิตคิดร้ายจะมากระชากสร้อยหรืออะไร เป็นเพียงแค่คนเดินผ่านทางธรรมดาๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ทีนี้มุมที่เขาเดินมันเป็นจังหวะตกของสายตาเราพอดี เพราะข้างหลังเขามันเป็นประตูบ้านเรา ซึ่งเราก็เหลือบมองประตู… แต่ไม่ได้ไปสนใจเขานะคะ มองผ่าน คือจะเข้าบ้านอ่ะ ก็มองประตูบ้านเราอย่างเดียว และพลัน…!!

“#2@&*+$#*^%*+$#*^$”

ประโยคอะไรสักอย่างดังขึ้นจากชายที่กำลังเดินสวนทางกับเรา เซเรนเปลี่ยนจุดโฟกัสจากประตูบ้านมาที่หน้าของชายคนนั้นทันที

ชายคนนั้นปร๊าดเลี้ยวเข้ามาหาเรา แล้วอยู่ดีๆ อิฉันก็เกิดใจสั่นตึ่กๆๆๆ ตกหลุมรัก เฮ้ย! ไม่ใช่ล่ะ! คืออยู่ๆ ก็หัวใจเต้นแรง ใจสั่นรัวแบบหวาดผวาหวาดกลัวขึ้นมาเสียเฉยๆ

โหย… ทั้งใจสั่นทั้งมือสั่นเลยค่ะตอนนั้น เราถอยหลังเดินหนี ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาพร้อมกับพูด….

“#2@&*+$#*^%#2@&*+$#*^%”
อะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ได้ศัพท์เลย พอเขาจะเข้ามาใกล้ๆ เราก็เลยรีบวิ่งหนีเข้าบ้าน ช่วงจังหวะที่เข้ามาในบ้านก็เพิ่งจะจับใจความได้ว่าเขาจะมาขอเงินจากเรา….

รู้สึกผิดเล็กน้อย… เฮ้ย… คนเราปกคิแค่มาขอเงินนี่ฉันต้องกลัวแล้ววิ่งหนีขนาดนั้นเลยเหรอ ก่อนหน้าตอนจะโดนกระชากสร้อยยังเตรียมยกขาเตะโจรอยู่เลย อิท่าไหนถึงใจสั่นกลัวเขาขนาดนี้ เสียมารยาทมากอ่ะเซเรน!!

พอคิดได้อย่างนั้นก็ควักเงิน (น่านนนยังมีหน้า :v ) ว่าจะเดินเอาเงินออกไปให้เขา แต่ก็โดนเทวดาแถวบ้าน… ปู่พระพิฆเนศค่ะ ที่บ้านอันเป็นโรงเรียนสอนรำของเรามีองค์ใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ท่านก็ห้ามเราเอาไว้ไม่ให้ออกไป เป็นเช่นนั้นเซเรนก็เลยชะงัก ย้อนมาคิด….

เฮ้ย… นี่มันผิดปกติจริงๆ นะ ใจยังสั่นตึ่กๆ อยู่เลย ปกตินอกจากปีเตอร์แล้วเราไม่เคยตกใจกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน ชั่วขณะจิตหวั่นไหวนั้นเราก็ดันนึกออกมาได้ถึงเรื่องของพระอุ้มหมาชีอุ้มหม้อตามคำให้การที่เจ้าแอมเคยเล่าให้ฟังนานมาล่ะ กับชาย(น่าจะ)พม่านุ่งโสร่งที่พี่สาวเจอ และชายคนที่เราเจอคนนี้…. มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ…..

ผู้ชายคนที่เซเรนเจอคนนี้อุ้มอะไรสักอย่าง…. ที่ดูว่าน่าจะเป็นหม้อ! มาด้วยล่ะค่ะ เราเห็นไม่ชัด เพราะว่ามีผ้าสีขาวคลุมอยู่ แต่แพลมๆ ในระยะประชิดที่อีกฝ่ายพยายามจะเดินเข้ามาใกล้เรา ให้เราเดาจากสีวัสดุคล้ายดินเผาแดงที่ได้เห็นแว่บๆ เราก็เดาว่านั่นอาจจะเป็นหม้อ…

ก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าถ้าพวกคนที่ทั้งแอม พี่สาว และเซเรนเจอเป็นปอบวิชาจริงๆ เจ้าพวกนั้นจะอุ้มหม้อมาประกาศว่าตนเองหน้าหม้อไปเพื่ออะไร แต่ที่แน่ๆ คือความกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ กับปู่ฆเนศที่ห้ามเราเอาไว้ไม่ให้ออกไปติดต่อเสวนากับชายแปลกหน้าที่คล้ายจะมาขอเงินแต่สภาพการแต่งตัวดูดีไม่ได้ลำบากขนาดต้องมาขอเงินขอทานอะไรขนาดนั้นเลย…

เพียงแค่นั้นมันก็แปลกประหลาดน่าหวาดหวั่นเกินพอที่จะทำให้เราสันนษิฐานไปได้แล้วล่ะค่ะว่า ชายคนนั้น…. ผิดปกติมนุษย์และไม่ควรไปยุ่งด้วยอย่างถึงที่สุด!

แต่ถ้าถามว่าเราเห็นเขาตาเขม็งจ้องมาตาแดงๆ อย่างที่แอมและพี่สาวเห็นเป็นแบบนั้นหรือเปล่า เรื่องนี้ตอบได้ทันทีเลยค่ะว่า ไม่รู้ …. ฮา… ไม่รู้จริงๆ ค่ะ ไม่ได้พยายามจะไปมองหน้ามองตาเค้าเลย พออยู่อยู่เค้าพูดกับเราขึ้นมาเราก็กลัวได้เองซะอย่างนั้นแล้วก็เผ่นออกมาได้เองซะอย่างนั้นเลยจริงๆ ดีเทลตรงนี้จึงไม่สามารบอกรายละเอียดได้เพราะมัวแต่ตั้งอกตั้งใจเผ่นอย่างดิบดีเลยล่ะค่ะ

ส่วนหลังจากนั้นเค้าจะไปทางถามหรือขอเงินอะไรใครอันนี้เราไม่รู้แล้วค่ะ เราเข้าบ้านแล้ว อาบน้ำ สวดมนต์ เผ่นก่อนล่ะค่ะ ToT

และสำหรับป้าในตลาดที่แอมเล่าที่ถูกแม่ชีไปถามทางและตายไป อันนี้เราก็ตอบไม่ได้นะคะว่าแม่ชีที่ว่าเป็นไอ้ตัวอย่างที่เราอนุมานเช่นนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ เพราะก็ไม่ได้รู้จักป้าขายกับข้าวถึงขนาดไปตามดูด้วยว่าผ่าศพออกมาแล้วเครื่องในหายเหมือนอย่างที่เขาเล่าลือกันหรือเปล่า แต่นั่นล่ะค่ะ… ถ้าตามที่เรารู้มา พวกนี้ส่วนใหญ่ไหลตายมากกว่าเครื่องในหายจนตายค่ะ

เวอร์ใช่ป่ะ?? เวอร์เน๊อะ… นี่แหล่ะค่ะถึงได้ไม่คิดอยากจะเล่าเลยในทีแรก บอกแล้วว่าเรื่องบางเรื่องที่มันเวอร์จนเกินไปเราก็จะเก็บๆ เอาไว้ไม่อยากยกขึ้นมาเล่าให้เป็กกรณีพิพาทด้านความเชื่ออะไร ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าหรอกค่ะถ้าไม่มีใคร Copy เรื่องนี้ไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ และเขียนผิดๆ แล้วแทนที่คนจะระวังตัวกันได้ถูกก็จะกลายเป็นมโนเพ้อหนังไปแล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องชาวบ้านที่เกิดแต่หมอผีจบแต่หมอผีลงไปโดยไม่เกี่ยวกับตัวเอง และตัวเองก็จะไม่สามารถระวังเนื้อระวังตัวอะไรได้เลย หากมีคนมาถามทาง!!

 

ฮา…. จริงๆ มันก็ไม่ได้จะน่ากลัวต้องระวังอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะในส่วนตัวเราก็ยังเชื่อนะคะว่ากฏแห่งกรรมมันมีกลไลการทำงานของมันที่เที่ยงตรงเสมอ ตราบใดที่ในภพในภพหนึ่งเราไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับกรรมอะไรพวกนี้ เราคิดว่าพวกปอบวิชาพวกนี้ก็ไม่น่าจะมาเล็งเป้ากินเราได้ง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะถ้าเกิดฟลุ๊คมาเจอกันอย่างนั้นจริง อาการก็น่าจะเป็นอย่างเซเรน พี่สาว หรือเจ้าแอมที่อยู่ๆ ก็กลัวแล้วก็วิ่งหนีเผ่นมาได้เอง ก็ไม่ใช่ว่ามันคิดจะกินใครก็จะมาเกาะได้และได้กินเสมอไป ซึ่ง…

คนเราเกิดมาหลายภพชาติ ถ้าเราไม่แน่ใจว่าภพใดภพหนึ่งเราเคยสร้างกรรมอะไรให้ต้องมาเป็นแบบนี้จริงไหม ก็ต้องหมั่นทำบุญเข้าไว้ให้เยอะๆ ค่ะ เพราะถึงแม้ว่าเราจะเคยมีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับไสย์วิชาพวกนี้มาก่อน แต่ถ้าทำบุญเยอะๆ กุศลที่เราสร้างก็อาจจะช่วยผ่อนหนักให้เบาลง ให้เราไม่ต้องมาจ๊ะเอ๋กับปอบวิชาพวกนี้ง่ายๆ ก็เป็นได้ค่ะ  :)

เจริญพร _/\_

News

 photo up.gif เรื่องผีที่หน้าเพจขอกูไปตักน้ำมนต์ก่อนนะ จะไม่เหมือนกับในเว็บไปซะทั้งหมดนะคะ บางเรื่องก็จะเอาของหน้าเว็บขึ้นไป บางเรื่องนึกออกก็เขียนสดแบบไม่เอามาโพสต์ในเว็บด้วย ถ้าจิ้ม Like หน้าเพจก็จะได้อ่านสดกันอีกฟิลนะคะ

 photo up.gifเรื่องผีเดิมๆ ที่เล่าไว้ในเว็บ พิมพ์ผิดเยอะมาก (นึกว่าชินกันแล้ว 555+) เอาเป็นว่าจะค่อยๆ แก้คำผิดไปทีละเรื่องๆ นะคะ ขอบคุณที่ติชมกันเข้ามาค่ะ

ด้วยความเคารพพี่น้องทุกท่าน
ขอกูไปตักน้ำมนต์ก่อนนะ จบ.

About works.


ติดตามข่าวคราวงานเขียนอื่นๆ รวมถึงนิยายของ Zeren Zarviiolar ได้ที่เว็บบล็อก
Zeren's Zeren's Diary บล็อกส่วนตัวของเซเรนค่ะ
 

หนังสือผีแนะนำ

 photo GhostBanner_zps61a6a6f0.gif

เรื่องผีอัพเดท

ผีมาเยือน


HTML hit counter - Quick-counter.net

StatCounter:
. ...